จุดกำเนิด ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร จาก 4 ทิศทาง



         1. ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรจากกระแสเรียกร้องของประชาชน อันที่จริงการทำความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร(CSR : Corporate Social Responsibility) มีมานานกว่า 200 ปีแล้ว (ประมาณ พ.ศ. 2333) แต่ยังไม่มีการนิยามคำว่าความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรขึ้นมาอย่างเป็นทางการ ยกตัวอย่างเช่น บริษัท อีสท์ อินเดีย ในประเทศอังกฤษถูกคว่ำบาตรจากประชาชนในประเทศ เนื่องจากพบว่าบริษัทใช้แรงงานทาส จึงทำให้บริษัทจำเป็นต้องหันมาใส่ใจกับสวัสดิการแรงงานและสิทธิมนุษยชนมากขึ้น และยังมีตัวอย่างการทำความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรในประเทศอื่นๆ ในยุคแรกเริ่ม ได้แก่ บริษัทเบียร์กินเนส ประเทศไอร์แลนด์ บริษัท เฮิร์ซทเลย์ สหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่ บริษัท “ทาทา” บริษัทยักษ์ใหญ่ที่เป็นเจ้าของธุรกิจเกือบทุกประเภทในอินเดีย (CSR History, ม.ป.ป-ก)

         ในปี พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984) เนสท์เล่ (Nestle) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมได้ออกกิจกรรมรณรงค์ให้เด็กทารกดื่มนม เนสท์เล่ แทนนมแม่ ก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างมากต่อประชาชน จนคว่ำบาตรสินค้าของ เนสท์เล่ ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่ประชาชนรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก เพื่อบีบให้องค์กรยักษ์ใหญ่อย่างเนสท์เล่เปลี่ยนนโยบาย แต่ก็ได้ผลดีถึงแม้ว่าการทำความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรในยุคแรกๆ นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ที่ดีขององค์กรเอง โดยมักรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยมาแก้ไขด้วยการทำความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรภายหลัง แต่นั่นก็เป็นการจุดประกายการทำความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรขึ้นในสังคม เพราะหลายบริษัทจะพบว่า การรอให้เกิดปัญหา การประท้วงเรื่องงาน สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ก่อน แล้วจึงค่อยหันมาใส่ใจประเด็นเหล่านี้ ไม่เป็นผลดีอีกต่อไป โดยควรที่จะหันมาดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบสังคม แสดงตนว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และมีความปรารถนาที่ดีที่จะทำสิ่งดีดีตอบแทนสังคมที่ตนอยู่ (corporate citizenship)

         อย่างไรก็ตาม ธุรกิจก็คือธุรกิจ การรักษาผลประโยชน์ (กำไร) เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในสายตาของผู้ถือหุ้น ซึ่งการนำส่วนหนึ่งของผลกำไรที่ผู้ถือหุ้นควรจะได้รับ ไปลงทุนในการดำเนินการความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเห็นผลได้ชัดเจนในระยะสั้นๆ ย่อมสร้างความไม่พอใจต่อหลายฝ่ายที่รู้สึกว่าเสียผลประโยชน์ การทำความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร จึงจำเป็นจะต้องผสานประโยชน์ทั้งภายนอกและภายในองค์กร เพราะถึงแม้ว่าองค์กรจะต้องใช้งบประมาณจำนวนไม่น้อยในการดำเนินการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร แต่ในขณะเดียวกัน องค์กรที่ทำความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรจะทำให้ประชาชน รู้สึกดีต่อองค์กร และเลือกที่จะบริโภคผลิตภัณฑ์และ/หรือบริการขององค์กรนั้นๆ แทนที่จะไปใช้ของคู่แข่ง ที่ไม่ได้ดำเนินการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร หรือเกิดความจงรักภักดีในตราสินค้า (brand loyalty) ซึ่งทำให้รายได้ขององค์กรเพิ่มขึ้นมาก และยั่งยืนอีกด้วย และนั่นก็เปรียบเสมือน “บัตรอนุญาตในการดำเนินการ (license to operate)” ในเชิงสัญลักษณ์ เมื่อประชาชนสนับสนุนองค์กรก็เปรียบเสมือนการอนุญาตให้องค์กรนั้นๆ ดำเนินธุรกิจอยู่ในสังคมได้ ในทางกลับกันหากองค์กรที่ไร้จรรยาบรรณ ถึงจะเปิดกิจการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หากประชาชนไม่สนับสนุนหรือคว่ำบาตรสินค้าขององค์กรนั้นๆ ธุรกิจก็คงดำเนินต่อไปไม่ได้จากการทำความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร แบบตกกระไดพลอยโจนในอดีต จึงถูกนำมาพัฒนามาสู่แนวคิดที่ว่า “ทุกองค์กร ควรมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือและพัฒนาสังคม” โดยเฉพาะภาคธุรกิจ ที่เป็นที่มาของความกินดีอยู่ดีในสังคม เพราะมีทั้งกำลังทรัพย์และความสามารถในการจัดการบริหารต่างๆ จนเกิดข้อถกเถียงขึ้นในปัจจุบันว่า อันที่จริงแล้ว “ใคร” ที่มีหน้าที่ในการทำความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรโดยตรง เพราะแต่เดิมหน้าที่นี้เป็นของภาครัฐบาลและองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) แต่ปัจจุบันเป็นหน้าที่ของทุกคน ทุกองค์กร ที่จะต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

         2. ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรจากกลุ่มนักลงทุน ประมาณปี พ.ศ. 2471 เริ่มมีแนวทางการลงทุนทางธุรกิจเพื่อสังคมแนวใหม่ขึ้น หรือที่เรียกว่า “Social responsibility investment” ในปัจจุบัน คือการจัดตั้งกองทุนเพื่อไปลงทุนในบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งถือว่าเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการทำความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร ซึ่งมีนัยยะที่สำคัญเพราะนักลงทุนนั้นมีบทบาทอย่างยิ่งต่อผลการผลักดันให้ธุรกิจที่ตนเองถือหุ้นหรือลงทุนอยู่นั้นมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น โดยมีพัฒนาการตามลำดับ (CSR History, ม.ป.ป.-ก) ดังนี้

         2.1 กองทุนบุกเบิก (Pioneer fund) จัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มนักลงทุนผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเทสแทนท์ โดยใช้หลักคำสอนของศาสนาเข้ามาวัดความชอบธรรมในการดำเนินธุรกิจ โดยจะนำทุนไปลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอบายมุขทั้งหลาย เช่น สุรา นารี ยาเสพติด ฯลฯ

         2.2 กองทุนสีเขียว (Green fund) กองทุนที่เน้นลงทุนในธุรกิจที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

         2.3 กองทุนเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม (Social responsible funds) เป็นกองทุนที่ลงทุนในองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมในหลายๆ ด้านในขอบเขตที่ไกลออกไป ตั้งแต่เรื่องสิทธิมนุษยชน แรงงาน สวัสดีการของคนและสัตว์ ห่วงใยชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีอัตราเติบโตสูงมากในช่วงปี 2542-2544 มีอัตราเติบโตสูงถึง 36% มีมูลค่าการลงทุนในสหรัฐอเมริกามากถึง 17.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ นับว่าเป็นตลาดที่น่าจับตามองอย่างมาก

         3. ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรจากมุมของนักวิชาการ ในวงการวาการต่างประเทศ ก็มีการพัฒนางานเขียนที่มีแนวคิดเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรขึ้นมาเรื่อยๆดังนี้ (CSR History, ม.ป.ป.-ก)

         ปี พ.ศ. 2483 (ค.ศ.1940) ศาสตราจารย์ ธีโอดอร์ เครปส์ Professor Theodor Kreps จากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสแตนด์ฟอร์ด ใช้คำว่า “การตรวจสอบทางสังคม” (Social audit) เป็นครั้งแรก ซึ่งกล่าวว่าองค์กรธุรกิจควรมีการทำรายงานการกระทำที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม แต่ทว่ากระแสเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรก็ยังไม่เป็นที่สนใจอยู่ดี

         ปี พ.ศ. 2496 (ค.ศ.1953) หนังสือเรื่อง “ความรับผิดชอบต่อสังคมของนักธุรกิจ” (Social responsibilities of business man) โดย โฮเวิร์ด โบเวนด์ (Howard Bowend) กล่าวถึง ความรับผิดชอบต่อสังคมของนักธุรกิจที่ควรมีการดำเนินการอย่างจริงจังทั้งในส่วนของผู้บริหารและองค์กร

         ปี พ.ศ. 2503 (ค.ศ.1960) หนังสือเรื่อง “ความรับผิดชอบต่อสังคมโดยนักธุรกิจ” (The Responsible Corporation) จอร์จ กอยเดอร (Grorge Goyder) ได้พัฒนาแนวคิดการทำความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรอย่างชัดเจนขึ้นมาในปีเดียวกัน เป็นช่วงที่ผลพวงจากการใช้ “สารดีดีที” ซึ่งอเมริกาเป็นผู้ผลิตและส่งออก อย่างไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านลบที่เกิดจากการใช้ดีดีที เป็นผลให้สภาพแวดล้อมปนเปื้อนสารพิษ นำไปสู่กระแสเรียกร้องด้าน “สิ่งแวดล้อม” ขึ้น

         4. ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรกับสถาบันและกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ หลังจากกระแสด้านสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามองจากเรื่องดีดีที ในช่วงปี พ.ศ.2503 (ค.ศ.1960) ก็เกิดการประชุมที่มุ่งช่วยแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นเรื่อยๆ (CSR History, ม.ป.ป.-ก)

         ปี พ.ศ. 2515 (ค.ศ.1972) มีการประชุมสหประชาติในด้านสิ่งแวดล้อมมนุษยชาติ (UN Conference on the Human Environment) ณ เมืองสต๊อคโฮม ประเทศสวีเดน (Stockholm Sweden) ที่นำมาสู่ “กฎบัตรสต๊อคโฮมในสิ่งแวดล้อมมนุษยชาติ (Stockholm declaration on the human environment)” ซึ่งเป็นที่มาของการก่อตั้งโครงการสิ่งแวดล้อมระหว่างชาติ (UNEP : United Nation Environment Program) ขึ้น โดยเป็นหน่วยงานที่ดูแลสิ่งแวดล้อม ในภาคต่างๆ รวมถึงภาคธุรกิจ

         ปี พ.ศ. 2519 (ค.ศ.1976) กลุ่มประเทศพัฒนาองค์การเพื่อความร่วมเมืองทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ตั้งแนวทางเพื่อการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศ (guideline for multinational enterprises) เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนระหว่างประเทศ ให้ดำเนินธุรกิจโดยมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับการตอบรับจากบริษัทต่างๆ ดีมาก แต่ก็ยังจำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว นำไปสู่การปรับปรุง guideline อีกครั้งในปี พ.ศ. 2543 (ค.ศ.2000) เกิดเป็นกระแสการทำความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรระหว่างประเทศ เพราะเน้นการนำไปปฏิบัติจริงในทุกประเทศ ไม่จำกัดเฉพาะในกลุ่มประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา

         ปี พ.ศ. 2530 (ค.ศ.1987) องค์กรสหประชาชาติ (UN Bundled Commission) ผลิตเอกสารสำคัญสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยนิยามคำว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน คือ การ พัฒนาที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนยุคปัจจุบันได้ โดยไม่ทำให้ความต้องการของคนยุคต่อมาเกิดปัญหา” โดยตั้งชื่อให้กับเอกสารนี้ว่า “ อนาคตที่แน่นอนของเรา ” (our common future)

         ปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ.1989) หลังจากเหตุการณ์ เรือบรรทุกน้ำมันดิบของบริษัทเอ็กซอนวอลเดชส์ (Exxon Waldez) ล่มบริเวณทะเลอลาสก้า ซึ่งก่อผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม และสัตว์น้ำแถวทะลเลอลาสก้าเป็นวงกว้าง กลุ่มธุรกิจผู้ลงทุนด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งบริษัทเอ็กซอนวอลเดชส์เป็นหนึ่งในนั้นจึงร่วมกันบัญญัติกฎ 10 ประการที่เรียกว่า “หลักวอลเดชส์” (Waldez Principle) ซึ่งกำหนดความประพฤติขององค์ให้มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อบัญญัติ เป็นหลักการเซอเรส (CERES Principle)

         ปี พ.ศ. 2535 (ค.ศ.1992) มีการประชุมสุดยอดระดับโลกขององค์กรสหประชาชาติ (UN Earth Summit) ที่ ริโอ เดอ จาเดโรง ประเทบราซิล เกิดปฏิญาณริโอ (RIO Declaration) ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้น

         ปี พ.ศ. 2538 (ค.ศ.1995) มีการประชมสุดยอดระดับโลกเพื่อการพัฒนาสังคมขององค์กรสหประชาชาติ (UN world Summit for Social Development) ที่ โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งสาระสำคัญของการประชุมเน้น การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กันไป โดยเฉพาะประเด็นเรื่องแรงงาน ที่ควรได้รับการจ้างงานเต็มอัตรา มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตพนักงาน ตามกฎขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (ILO)

         ปี พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996) ผลจากการประชุมสุดยอดริโอ (RIO Summit) นำมาสู่การเกิดมาตรฐาน ISO 14000 ซึ่งเน้นด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งทั่วโลกนำไปใช้เพื่อให้เกิดมาตรฐานของธุรกิจร่วมกัน ณ ปัจจุบัน มีองค์กรธุรกิจ กว่า 50,000 องค์กร ทั่วโลกที่ได้รับมาตรฐาน ISO 14000 แล้ว และกว่า 500,000 รายที่ได้รับมาตรฐาน ISO 9001 ซึ่งเน้นด้านสิทธิและสวัสดิการแรงงาน

         ช่วงปลายทศวรรษ 90 (ประมาณ พ.ศ. 2524-2523) เกิดการรายงานสร้างสรรค์ (GRI : Global Reporting Initiative) ซึ่งมุ่งหามาตรฐานการรายงานผลการดำเนินงานของธุรกิจ ทั้ง 3 มิติ คือ การวัดผลทางด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและสังคม เพื่อที่จะให้แต่ละองค์กรธุรกิจรายงานผล ที่เป็นจริงในทุกมิติ ไม่ใช่นั่งเทียนเขียนลอยๆ โดยไม่ได้ทำจริง ซึ่งขณะนี้มีบริษัทขนาดใหญ่กว่า 400 บริษัทที่นำหลักการนี้ไปใช้

         ปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ.1999) ผู้คนเริ่มให้ความประเด็นเรื่อง CSR เป็นที่สนใจอย่างมาก มีการประชุมเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) นำโดยนายโคฟี่ อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UN) ร่วมกับ 5 หน่วยงานขององค์กรสหประชาชาติ (ILO, UNDP, UNEP, UNCHR, UNIDO) และภาคธุรกิจ ได้ออก “UN Global Compact” หรือหลัก 9 ประการที่บริษัทในโลก โดยเฉพาะธุรกิจข้ามชาติ ให้ทำความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรในหลักการทั้ง 9 นี้ ได้รวมเอาแนวคิดเรื่อง corporate citizenship สิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงาน การพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่กระจัดกระจายจากหลายๆ แนวคิดเข้าด้วยกัน เป็นบรรทัดฐานการทำความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจที่ชัดเจนที่สุด ต่อมาองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและพัฒนา OEDC จึงได้ปรับแผนการดำเนินงานในกลุ่มประเทศสมาชิกของตนให้สอดคล้องกับ “UN Global Compact”

         ปี พ.ศ. 2545 (ค.ศ.2002) UN World Summit on Sustainable Development ที่เมืองโจฮันเนสเบิร์กนั้นก็เป็นจุดที่เกิดความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนของความรับผิดชอบของภาคธุรกิจต่อสังคม และการพัฒนาที่ยั่งยืนที่มีหลักการที่ว่าการตอบสนองความต้องการของคนยุคนี้ต้องไม่ไปทำลายโอกาสของคนรุ่นหลังในการตอบสนองความต้องการของตน

         เผยแพร่ให้ความรู้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่นักศึกษา และบุคคลทั่วไป
         ไม่ใช่เพื่อการค้า อนุญาติแบบเดียวกัน

หน้าแรก