ประโยชน์ของการทำความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร สำหรับภาคธุรกิจ

         บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลก อาร์เทอดีลิทเทิล (Arther D Little) ได้ทำการศึกษาพบว่า การทำความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร มีผลดีต่อธุรกิจถึง 8 ประการ คือ (CSR History, ม.ป.ป.-ข)

         1. การบริหารความน่าเชื่อถือ
         การบริหารความน่าเชื่อถือเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในธุรกิจ จากการสำรวจการทำความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร ในหลายประเทศพบว่าความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร เป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ (intangible asset) ที่สำคัญที่สุดอันดับหนึ่ง ในช่วงเวลาเพียง 10 ปี จากทศวรรษ 80-90 พบว่า มูลค่าของสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ เป็นตัวขับเคลื่อนมูลค่าของบริษัท จากร้อยละ 17 ในทศวรรษ 80 เพิ่มขึ้นร้อยละ 71 ในทศวรรษ 90 ซึ่งความน่าเชื่อถือขององค์กรถูกกำหนดด้วยความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในองค์กร (stakeholder) และยังมีการศึกษาอีกมากมายทั้งในกลุ่มองค์กรที่ปรึกษากันเอง และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ใช้เวลากว่า 41 ปี ค้นพบว่า มีความเชื่อมโยงที่แข็งแรงมากระหว่างความน่าเชื่อถือและความสามารถในการประกอบการขององค์กร ซึ่งพบว่าองค์กรที่สามารถจัดการความสัมพันธ์และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเป็ฯองค์รวมได้นั้นจะส่งผลต่อยอดขายมากขึ้นถึง 4 เท่า และการเจริญเติบโตของการจ้างงานมากขึ้นถึง 8 เท่า เมื่อเทียบกับองค์กรที่มุ่งตอบสนองความต้องการของผู้ถือหุ้นแต่เพียงอย่างเดียว

         ในนิตยสารฟอร์จูน พบว่า ความน่าเชื่อถือขององค์กรช่วยเพิ่มระยะเวลาที่องค์กรจะสามารถสร้างผลตอบแทนทางการเงินสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมนั้นๆ ได้อย่างต่อเนื่องหลายองค์กร โดยเฉพาะเสื้อผ้าชื่อดังในสหรัฐอเมริกาที่กฎประท้วงเรื่องการกดค่าแรงและใช้แรงงานเด็กจากโรงงานผลิตในประเทศกำลังพัฒนาผู้บริหารขององค์กร จึงทำการสร้างตราสินค้าใหม่และพัฒนากิจกรรมที่เน้นด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาภาพลักษณ์

         2. ประโยชน์ในการจัดการความเสี่ยง
         ความซับซ้อนของเศรษฐกิจสมัยใหม่นำไปสู่ความเสี่ยงใหม่ๆ ที่ยากจะคาดเดา ดังนั้นการจัดการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาล จึงมีความสำคัญมากในการป้องกันปัญหาอันอาจเกิดจากความเสี่ยงที่ควบคุมได้ยาก ในสหรัฐอเมริกาได้ทำการสำรวจองค์กรใหญ่ๆ กว่า 300 องค์กรที่ประกอบการด้านอุตสาหกรรมพบว่า องค์กรที่ได้ลงทุนด้านการจัดการสิ่งแวดบ้อม สามารถลดความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงที่เกิดจากการคาดการณ์ของนักลงทุน ทำให้มูลค่าในตลาดหุ้นขององค์กรนั้นๆ เพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 5 และมีการศึกษาอื่นๆ ที่แสดงว่า องค์กรที่ทำความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรมักได้กำไรสูงกว่าองค์ที่ไม่ได้ทำ

         3. ประโยชน์ด้านการคัดเลือกและสร้างแรงจูงใจในการทำงานและรักษาพนักงานดีๆ ให้อยู่กับองค์กร
         จากการวิจัยในปี 1997 ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า ร้อยละ 42 ของผู้ตอบแบบสอบถามจะพิจารณาประเด็นด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร ในการเลือกสมัครเข้าทำงาน และพนักงานในองค์กรก็ให้ความสนใจด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร และใช้เป็นตัวตัดสินใจในการเลือกที่จะทำหรือเปลี่ยนไปทำกับองค์กรอื่นที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่า ในขณะที่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดตัวอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นกับองค์กรค้าน้ำมันรายใหญ่แห่งหนึ่งของโลกที่เสียชื่อเสียงจากการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ไมดีหลังจากเกิดวิกฤต ปรากฏว่าหลังจากนั้นองค์กรไม่สามารถดึงดูดให้ผู้จบการศึกษาใหม่ๆ ที่มีความสามารถเข้ามาทำงานกับองค์กรได้ เนื่องจากความผิดพลาดในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรเอง

         4. ประโยชน์ด้านความสัมพันธ์ของนักลงทุนและการเข้าถึงเงินทุน
         แต่เดิมนักลงทุนจะถูกมองว่าไม่มีศีลธรรม ไม่สนใจสิ่งแวดล้อมและสังคม แต่จากการวิจัยพบว่า ไม่จริงเสียทั้งหมด จากงานเขียน “การสร้างสู่สุดท้าย” (built to last) ของ เจมส์ ซี คอลลินส์ และเจอรี่ เจ พอลรัส (James C. Collins & Jerry J. Porras.) พบว่า เมื่อเทียบ 18 องค์กรที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในระยะ 50 ปีที่ผ่านมา พบว่า สิ่งที่เป็นปัจจัยหลักในการแยกความแตกต่างระหว่างกลุ่มที่ประสบความสำเร็จสูง และต่อเนื่องยาวนานกับองค์กรที่ประสบความสำเร็จบ้างเป็นบางครั้งบางครา คือการที่องค์กรเหล่านี้เป้าหมายที่ไกลกว่าการมุ่งแสวงหากำไรอย่างเป็นรูปธรรม หรือมีนโยบายที่ชัดเจนด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งสามารถนำมาเปรียบเทียบในเชิงมูลค่าได้ คือเงินมูลค่า 1 ดอลล่าร์สหรัฐในปี 1926 ในองค์กรที่ทำกิจกรรมเพื่อสังคม นำมาสู่ผลตอบแทนมหาศาลถึง 6.356 ดอลล่าร์สหรัฐในปี 1990 ในขณะที่องค์กรที่มุ่งเน้นกำไรเป็นหลัก จะมีสถิติความสำเร็จแบบขึ้นๆ ลงๆ และไม่ประสบผลสำเร็จในเชิงรายได้สูงเท่ากับองค์กรกลุ่มแรกคือ 1 ดอลล่าร์สหรัฐในปี 1962 นำมาสู่ผลตอบแทน 955 ดอลล่าร์สหรัฐในปี 1990

         นอกจากนี้การที่ตลาดหลักทรัพย์เข้ามาสร้างมาตรฐาน หรือนวัตกรรมทางการเงิน (SRI : Socially Responsible Investment) ทำให้นักลงทุนทั่วไปตื่นตัวและเห็นประโยชน์ของการลงทุนที่รับผิดชอบต่อสังคม ทั้งประโยชน์ทางสังคมที่จะเกิดขึ้นและประโยชน์ทางการเงิน เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ อย่างกรณี Dow Jones Group Sustainability Index (DJGSI) หรือแม้แต่ FTSE4good เป็นการรวม ดัชนีการลงทุนขององค์กรที่มุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา พบว่ากลุ่มองค์กรใน DJGSI มีผลประกอบการสูงกว่าองค์กรอื่นๆ ถึงร้อยละ 36.1 ซึ่งถ้ามองแค่กลุ่มองค์กรด้านพลังงานที่อยู่ในกลุ่มดัชนี DJGSI เปรียบเทียบกับกลุ่มพลังงานที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม กลุ่มที่อยู่มีผลประกอบการสูงกว่าร้อยละ 45.3 ดังนั้น SRI จึงมีการเติบโตอย่างรวดเร็วและเป็นที่สนใจในหมู่นักลงทุน ที่เล็งเห็นความสำคัญของการรับผิดชอบต่อสังคมในองค์กรอื่นๆ

         5. การเรียนรู้และนวัตกรรม
         องค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมสามารถใช้เป้าหมายดังกล่าวส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมไปในแนวยั่งยืนได้ เช่น กลุ่มองค์กรด้านเคมีร่วมมือกับกลุ่มองค์กรด้านเกษตรอุตสาหกรรม ในการพัฒนาไฟเบอร์ที่เกิดจากการใช้พลังงานที่นำมาทำใหม่ได้ ใช้ใหม่ได้ นำไปสู่การพัฒนาโพลีเมอร์ใหม่ๆ ที่เกิดจากอุตสาหกรรมเกษตรไปจนถึงการผลิตเส้นใย และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถลดการใช้พลังงานฟอสซิลและลดการปล่อยสารคาร์บอนไดออกไซด์สู่สิ่งแวดล้อมได้ถึงร้อยละ 20-50 เมื่อเทียบกับวิธีการผลิตแบบเดิมๆ นอกจากนั้นยังสามารถลดต้นทุนการผลิตสินค้าประเภทดังกล่าวให้ต่ำลงมา ในขณะที่คุณภาพสินค้าเพิ่มขึ้น นำไปสู่ความสามารถในการแข่งขันและผลกำไรที่เพิ่มขึ้นด้วย

         6. ความสามารถทางการแข่งขันและจุดยืนในตลาด (market positioning)
         ในประเทศอังกฤษร้อยละ 92 ของผู้บริโภค เชื่อว่าองค์กรควรมีมาตรฐานแรงงานสำหรับซัพพลายเออร์ด้วยและร้อยละ 14 เชื่อว่าความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร นำไปสู่การตัดสินใจซื้อสินค้า ซึ่งแนวคิดเช่นนี้กำลังแผ่ขยายไปทั่วโลก ในการวิจัยด้านทัศนคติของผู้บริโภคต่อความรับผิดชอบสังคมได้ทำการวิจัยกลุ่มคนกว่า 25,000 คน ใน 26 ประเทศ พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่พัฒนาความคาดหวังและความประทับใจที่มีต่อองค์การต่างๆ โดยมาจากปัจจัยด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรมากกว่าการสร้างตราสินค้า หรือความสำเร็จทางการเงินขององค์กรนั้น ๆ

         7. ประสิทธิภาพของการดำเนินงาน (operational efficiency)
         การมุ่งเน้นด้านความรับผิดชอบต่อสังคมที่จะนำไปสู่ความสำเร็จด้านการเงินด้ายการลดการใช้วัตถุดิบ ลดการเกิดของเสียในกระบวนการผลิต ซึ่งจะนำไปสู่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

         8. การยอมรับของสังคมต่อการดำเนินงานของบริษัท (License to operate)
         ความคาดหวังหรือทัศนคติของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร มีผลอย่างมากต่อการยอมรับให้องค์กรดำเนินธุรกิจในสังคมได้ ในขณะที่องค์กรที่ดำเนินการโดยไม่ใส่ใจสังคมและสิ่งแวดล้อม มักจะพบปัญหาความขัดแย้งอยู่เสมอๆ จากประชาชน และกลุ่มต่อต้านต่างๆ อย่างไรก็ตามพบว่า เมื่อองค์กรยอมรับฟังเสียงจากประชาชน อันนำไปสู่การเจรจาและปรับปรุงนโยบายขององค์กร องค์กรนั้นๆ จะได้รับโอกาสจากประชาชนเสมอ ในขณะเดียวกันองค์กรที่ดำเนินกิจการโดยใส่ใจสังคมและสิ่งแวดล้อมเสมอมา แต่ต้องประสบภาวะวิกฤตร้ายแรง องค์กรยังคงได้รับโอกาสแก้ตัวจากประชาชนเช่นกัน

         เผยแพร่ให้ความรู้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่นักศึกษา และบุคคลทั่วไป
         ไม่ใช่เพื่อการค้า อนุญาติแบบเดียวกัน

หน้าแรก