งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร

         มนตรี เลิศสกุลเจริญ (2547) ได้วิจัย เรื่องแนวทางการพัฒนาความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดนนทบุรี เพื่อศึกษาทัศนะของผู้บริหารองค์กรธุรกิจที่มีต่อแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคม และการจัดกิจกรรมหรือบริการที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ ผลการศึกษาพบว่า องค์กรธุรกิจส่วนใหญ่ ร้อยละ 82.9 จัดกิจกรรมหรือบริการเพื่อสังคมในการบริจาคเงิน หรือสิ่งของในงานสาธารณกุศล โดยภาพรวม ผู้บริหารองค์กรธุรกิจมีความเห็นด้วยกับแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมทางด้านเศรษฐกิจ กฎหมาย จริยธรรม และการใช้ดุลยพินิจทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับมาก และมีความเห็นด้วยต่อการจัดกิจกรรมหรือบริการที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมทั้ง 6 ด้าน คือ ด้านสุขภาพอนามัย สิ่งแวดล้อม สิทธิผู้บริโภค และวัฒนธรรม อยู่ในระดับมาก แต่มีความเห็นด้วยในด้านพัฒนาชุมชนและการศึกษาอยู่ในระดับปานกลาง

         สลิตตา ลายลิขิต (2547) ได้วิจัย เรื่องกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดเพื่อสร้างตราสินค้าองค์กรของบริษัทที่แปลงสภาพจากรัฐวิสาหกิจกับการรับรู้และทัศนคติของผู้บริโภคด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงสำรวจ เพื่อศึกษา (1) กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดเพื่อสร้างตราสินค้าองค์กรของบริษัทที่แปลงสภาพจากรัฐวิสาหกิจ (2) การรับรู้ของผู้บริโภคที่มีต่อบริษัทที่แปลงสภาพจากรัฐวิสาหกิจ (3) ทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อบริษัทที่แปลงสภาพจากรัฐวิสาหกิจ ผลการวิจัยพบว่า กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดเพื่อสร้างตราสินค้าองค์กรของบริษัทที่แปลงสภาพจากรัฐวิสาหกิจจะนิยมใช้กลยุทธ์การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรที่มีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์องค์กร โดยนิยมใช้โฆษณาองค์กรผ่านสื่อสารมวลชน ประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรมและเป็นผู้สนับสนุนกิจกรรม ประกอบกับการใช้อาคารศูนย์บริการลูกค้า และพนักงานในการส่งมอบตราสินค้าองค์กรที่มีความแข็งแกร่งที่ทำให้ผู้บริโภคเกิดการรับรู้ที่ดีและมีทัศนคติที่ดีต่อบริษัท นอกจากนั้นกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีการรับรู้ต่อบริษัท ปตท. สูงกว่าบริษัท ทศท. และมีทัศนคติที่ดีต่อบริษัท ปตท. สูงกว่า บริษัท ทศท.

         ธัญมณัสธนัญญ์ พาณิภัค (2549) ได้วิจัย เรื่องวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเชิงธุรกิจกับความรับผิดชอบต่อสังคม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดทฤษฎี การออกแบบรูปแบบวิสาหกิจ และการบริหารจัดการด้านทรัพยากรบุคคลในกระบวนการธุรกิจ ตลอดจนการศึกษาความรู้ความเข้าใจของผู้ประกอบการหรือผู้บริหารระดับสูงต่อแนวคิด รวมทั้งเกณฑ์ความสำเร็จในการนำแนวคิดมาใช้ โดยการวิจัยแบบผสมและพัฒนา ซึ่งประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพและปริมาณ ผลการศึกษาพบว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย จำเป็นต้องหาแนวทางแก้ไขที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวความคิดวิสาหกิจกับความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นการกระทำจากส่วนลึกของจิตใจที่ไม่เป็นไปตามกระแสนิยมจากภายในสู่ภายนอก เป็นเรื่องคุณธรรมและความสุขที่จะช่วยเหลือผู้ที่เกี่ยวข้อง พันธมิตรและเครือข่ายทุกระดับ ภายใต้การทำงานด้วยความสมัครใจด้วยกลไกกำกับดูแลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้เกิดความสมดุลในกระบวนการดำเนินงานที่ต่อเนื่องและพัฒนา มีกระบวนการเรียนรู้ภายใต้กระบวนการปันส่วนและการมีส่วนร่วมตลอดจนกระบวนการเชื่อมโยงและปฏิสัมพันธ์กันจากภายในสู่ภายนอก ทำให้เกิดการยกระดับจิตสำนึกเพื่อการพัฒนา ส่งผลให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพและเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนก่อให้เกิดชุมชนเข้มแข็งทำงานร่วมกันอย่างสันติและเกื้อกูลระหว่างวิสาหกิจกับชุมชนและสร้างวัฒนธรรมองค์กรเป็นผู้ให้แก่สังคม และเป็นบรรทัดฐานของสังคมในที่สุด

         วรทัย ราวินิจ (2549) ได้วิจัย เรื่องประสิทธิผลของการใช้แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมในการสร้างภาพลักษณ์ของบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เพื่อศึกษากรนำแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรไปประยุกต์ใช้ในการสร้างภาพลักษณ์ของบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และเพื่อศึกษาประสิทธิผลของการสร้างภาพลักษณ์ โดยใช้แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร ผลการวิจัยเชิงคุณภาพพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีการเปิดรับสื่อประชาสัมพันธ์ของบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด อยู่ในระดับต่ำ และมีการรับรู้ภาพลักษณ์ของบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด อยู่ในเกณฑ์ดี การทำโครงการและกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด แบ่งออกได้เป็น 2 มิติ คือ ความรับผิดชอบต่อสังคมภายในองค์กรและความรับผิดชอบต่อสังคมภายนอกองค์กร โดยการจัดทำโครงการมีขั้นตอนสำคัญ ๆ อยู่ 5 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 การเลือกประเด็นทางสังคม ขั้นที่ 2 การเลือกกิจกรรม ขั้นที่ 3 การวางแผนการดำเนินงาน ขั้นที่ 4 การกำหนดวิธีการประเมินผล ขั้นที่ 5 การวางแผนการสื่อสาร ซึ่งในการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นั้น จะเป็นการประชาสัมพันธ์โดยใช้สื่อแบบผสมผสาน ที่เน้นสื่อที่ให้ความร่วมมือในการเผยแพร่แบบให้เปล่า (free media) เป็นหลัก ส่วนผลการวิจัยเชิงปริมาณ ผลการวิจัยพบว่า ในด้านของภาพลักษณ์นั้น การเปิดรับสื่อประชาสัมพันธ์ มีความสัมพันธ์กับการรับรู้ภาพลักษณ์ของบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังพบว่า การรับรู้ภาพลักษณ์ มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการของบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด

         กมลทิพย์ ศรีชะฎา (2550) ได้วิจัย เรื่องการเปิดรับสื่อเพื่อประชาสัมพันธ์และความคิดเห็นของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท เชพรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ต่อการมีส่วนร่วมในโครงการพระดาบสด้วยวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาเปิดรับสื่อประชาสัมพันธ์ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของประชาสัมพันธ์ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครเกี่ยวข้องด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทฯ อีกทั้งศึกษานโยบายองค์กรการทำงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทฯ รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการเปิดรับข้อมูลข่าวสารและความคิดเห็นของประชาชนในเขตกรุงเทพฯมหานครเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมของ บริษัท เชพรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ต่อการมีส่วนร่วมในโครงการพระดาบส ผลการศึกษาพบว่า กว่าครึ่งทราบข่าวสารเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์ กรในส่วนของความถี่ในการติดตามหรือรับฟังข่าวสารจากสื่อต่าง ๆ พบว่ากลุ่มเคยรับทราบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับธุรกิจและกิจกรรมการรับผิดชอบขององค์กร จำนวน 217 คน เปิดรับการประชาสัมพันธ์จากด้านสื่อสิ่งพิมพ์มากที่สุด คือ ไทยรัฐ สื่ออิเล็กทรอนิกส์มากที่สุด คือ สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ทางด้านสื่อบุคคลมากที่สุด คือ เจ้าหน้าที่โครงการพระ และคน ทางด้านสื่ออื่น ๆ มากที่สุด คือ แผ่นปลิวหรือโปสเตอร์ ป้ายโฆษณากลางแจ้ง การเปิดรับทราบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับธุรกิจและกิจกรรมการรับผิดชอบขององค์กร มีความคิดเห็นเกี่ยวกับทางด้านความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคมขององค์กรในโครงการพระดาบสด้านกิจกรรมสนับสนุนโครงการพระดาบสมากที่สุด คือ สนับสนุนโครงการพระดาบส เป็นการส่งเสริมการเรียนรู้อย่างยั่งยืนให้กับผู้ด้อยโอกาสและการใช้สื่อประชาสัมพันธ์โครงการพระดาบสมากที่สุด คือ กิจกรรมประชาสัมพันธ์สร้างความพึงพอใจให้กับสังคม

         จณิน เอี่ยมสะอาด (2550) ได้วิจัย เรื่องรูปแบบและการสื่อสารการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจไทย ด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษารูปแบบการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจไทยและกระบวนการสื่อสารกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายในและภายนอกองค์กรเพื่อให้เกิดการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจไทยไปสู่สาธารณะ ผลการศึกษาพบว่าองค์กรธุรกิจไทยทั้ง 3 องค์กร มีนโยบายที่สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมโดยกำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจนและยึดถือปฏิบัติตั้งแต่ก่อตั้งกิจการ แม้จะมีความแตกต่างกันในการกำหนดชื่อเรียกและรายละเอียดปลีกย่อยแต่เมื่อพิจารณาถึงเนื้อหาสาระแล้ว พบว่ามีความหมายสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมที่ให้ความสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งต่อองค์กรและสังคมส่วนรวม โดยนโยบายดังกล่าวมีที่มาสอดคล้องกับความเป็นมาขององค์กร

         ปจิตราภรณ์ หวังเจริญสุข (2550) ได้วิจัย เรื่องการศึกษาภาพลักษณ์ของบริษัทแอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด(มหาชน) ในด้านความรับผิดชอบต่อสังคมเรื่องสิ่งแวดล้อม ด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาถึงนโยบายการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมเรื่องสิ่งแวดล้อม และภาพลักษณ์ของบริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) ผลการศึกษาพบว่า ภาพลักษณ์ของบริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) ในด้านความรับผิดชอบต่อสังคมเรื่องสิ่งแวดล้อมในความคิดเห็นของชุมชนอยู่ในระดับดี โดยนโยบายและแนวทางในการดำเนินงานมีการคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นผลมาจากลักษณะการประกอบธุรกิจขององค์กรเองที่อาจจะทำให้เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและคนในชุมชน รวมทั้งเกิดจากความตื่นตัวของชุนชนเองในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งทำให้ชุมชนมีความสำคัญและสามารถส่งผลต่อการตัดสินใจในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายในชุมชนของบริษัทฯมากขึ้น ทั้งนี้สิ่งที่ทำให้การดำเนินงานในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีตามแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทฯ ประสบผลสำเร็จ อ การดำเนินงานตามนโยบายที่วางไว้ รวมทั้งการใช้สื่อที่มีความเหมาะสมในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจกับชุมชน และทำให้เกิดความสัมพันธ์ ดีระหว่างชุมชนและองค์กรได้ การจัดกิจกรรมและการปฏิบัติงานที่เป็นไปตามความต้องการของชุมชน การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านอย่างจริงจัง รวมทั้งการให้ความสำคัญในการรับฟังปัญหาและความคิดเห็นต่างๆ จากชุมชน

         ศุกันยา ห้วยผัด (2550) ได้วิจัย เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการเปิดเผยข้อมูลความรับผิดชอบต่อสังคมและการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ (1) เพื่อสำรวจคุณภาพการเปิดเผยข้อมูลความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสัดส่วนของการมีกรรมการที่เป็นเครือญาติ ระดับของการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับการกำกับดูแลกิจการ สัดส่วนของกรรมการอิสระ และการรวมตำแหน่งของประธานกรรมการกับการเปิดเผยข้อมูลความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีรูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงประจักษ์ ผลการวิจัยพบว่า ระดับของการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับการกำกับดูแลกิจการมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพการเปิดเผยข้อมูลความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนตัวแปรอื่นซึ่งประกอบด้วยสัดส่วนของการมีกรรมการที่เป็นเครือญาติ สัดส่วนของกรรมการอิสระ และการรวมตำแหน่งของประธานกรรมการไม่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพการเปิดเผยข้อมูลความรับผิดชอบต่อสังคมดีกว่าบริษัทขนาดเล็ก และคุณภาพการเปิดเผยข้อมูลความรับผิดชอบต่อสังคมจะแตกต่างกันในแต่ละอุตสาหกรรม แต่ผลการดำเนินงานไม่มีผลกระทบต่อการเปิดเผยข้อมูลความรับผิดชอบต่อสังคม

         สิตางศุ์ สุนทรโรหิต (2550) ได้วิจัย เรื่องการมีส่วนร่วมของบุคลากรที่มีต่อการแสดงความรับผิดชอบทางสังคมขององค์กรธุรกิจที่ได้รับรางวัลคณะกรรมการแห่งปีที่มีผลงานดีต่อเนื่อง การวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ ทัศนคติ และการมีส่วนร่วมของบุคลากรขององค์กรธุรกิจที่ได้รับรางวัลคณะกรรมการแห่งปีที่มีผลงานดีต่อเนื่อง ที่มีต่อกิจกรรมเพื่อพัฒนาสังคมที่องค์กรจัดขึ้น ผลการวิจัยพบว่าบุคลากรขององค์กรธุรกิจทั้ง 4 แห่ง มีการรับรู้เกี่ยวกับการพัฒนากิจกรรมพัฒนาสังคมที่องค์กรจัดขึ้นเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อจากสื่อมวลชนในระดับเป็นประจำ และมีทัศนคติต่อการแสดงความรับผิดชอบทางสังคมอยู่ในเชิงบวก อย่างได้ก็ตาม พบว่าการมีส่วนร่วมของบุคลากรในกิจกรรมเพื่อพัฒนาสังคมที่องค์กรจัดขึ้น โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับน้อย

         อารียา ตั้งยืนยง (2550) ได้วิจัย เรื่องการรับรู้และทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อการวางสินค้าในรายการเรียลลิตี้โชว์: กรณีศึกษาเฉพาะรายการ ยูบีซี อะคาเดมี แฟนเทเชีย ปีที่ 3 ด้วยวิธีวิจัยเชิงประมาณ เพื่อศึกษาการรับรู้และการจดจำของผู้บริโภคเกี่ยวกับการวางสินค้าในรายการเรียลลิตี้โชว์ ยูบีซี อะคาเดมี แฟนเทเชีย ปีที่ 3 ผลการศึกษาพบว่า ตราสินค้าที่กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้และจดจำการวางสินค้ามากที่สุด คือ การวางสินค้าโดยนำเสนอป้ายโลโก้ตราสินค้า รองลงมา คือ การวางสินค้าโดยให้ผู้เข้าแข่งขันเป็นผู้หยิบหรือใช้สินค้า ภาพรวมของการรับรู้และจดจำการวางสินค้าในรายการอยู่ในระดับมาก ส่วนทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อการวางสินค้า พบว่ามีทัศนคติต่อการวางสินค้า ในเรื่องก่อให้เกิดความรำคาญในการรับชมรายการน้อยที่สุด ในระดับปานกลาง

         จิรัชญา โยธาอภิรักษ์ (2551) ได้วิจัย เรื่องปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และผลของภาพลักษณ์ต่อทัศนคติที่มีต่อตราสินค้าปตท. ด้วยวิธีวิจัยเชิงสำรวจ เพื่อศึกษาถึงอิทธิพลของปัจจัยด้านพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสาร การรับรู้ ความรู้เกี่ยวกับกิจกรรมเพื่อสังคมของผู้บริโภคที่มีต่อภาพลักษณ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการเปิดรับข่าวสารโดยรวมเกี่ยวกับกิจกรรมเพื่อสังคมของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) อยู่ในระดับน้อย ซึ่งเป็นการเปิดรับข่าวสารจากส่อโทรทัศน์ในระดับมาก จากหนังสือพิมพ์ในระดับปานกลาง และจากเว็บไซต์ของปตท. ในระดับน้อยที่สุด โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีการรับรู้และความรู้เกี่ยวกับกิจกรรมเพื่อสังคมของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในระดับปานกลาง ภาพลักษณ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวมอยู่ในระดับดีหรือเป็นเชิงบวก พฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารเกี่ยวกับกิจกรรมเพื่อสังคมไม่มีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ส่วนการรับรู้และความรู้เกี่ยวกับกิจกรรมเพื่อสังคมมีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม อีกทั้งภาพลักษณ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมมีผลต่อทัศนคติที่มีต่อตราสินค้าปตท.

         พนารัตน์ เสรีทวีกุล (2551) ได้วิจัย เรื่องการรับรู้ภาพลักษณ์กรมวิชาการเกษตรของประชาชนในเขตกรุงเทพฯมหานคร ด้วยวิธีวิจัยเชิงสำรวจ เพื่อศึกษาการรับรู้ภาพลักษณ์กรมวิชาการเกษตรของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีการเปิดรับข่าวสารจากสื่อองค์กร โดยรวมอยู่ในระดับต่ำ แต่เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบแต่ละสื่อแล้วพบว่าสื่อที่กลุ่มตัวอย่างมีการเปิดรับมากที่สุด คือ สื่ออินเตอร์เน็ตเว็บไซต์ รองลงมาคือสื่อสิ่งพิมพ์ ในส่วนของการรับรู้ต่อภาพลักษณ์ด้านต่าง ๆ ของกรมวิชาการเกษตรพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้ภาพลักษณ์โดยรวมอยู่ในระดับดี โดยมีภาพลักษณ์ด้านบุคลากรดีที่สุด รองลงมาคือการรับรู้ภาพลักษณ์ในด้านคุณภาพของผลงาน

         รับพร หงสกุล (2551) ได้วิจัย เรื่องการรับรู้ภาพลักษณ์สถาบันอาหารของผู้ใช้บริการองค์กรภาครัฐและเอกชน ด้วยวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาลักษณะทางประชากรศาสตร์ การเปิดรับข้อมูลข่าวสารสถาบันอาหาร ความรู้ในสถาบันอาหารของผู้ใช้บริการสถาบันอาหาร ภาพลักษณ์สถาบันอาหารที่ผู้ใช้บริการมีต่อองค์กรในด้านต่าง ๆ อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางประชากรศาสตร์ของผู้ใช้บริการและการรับรู้ภาพลักษณ์สถาบันอาหารผลการศึกษาพบว่า ผู้ใช้บริการสถาบันอาหารเปิดรับข้อมูลข่าวสารของสถาบันอาหาร จากสื่อประชาสัมพันธ์ประเภทสิ่งพิมพ์มากกว่าสื่ออื่น ๆ แต่เป็นการเปิดรับในระดับต่ำมาก รองลงมาคือ สื่อกิจกรรมสื่อมวลชน สื่อบุคคลและสื่อเฉพาะกิจ ตามลำดับ โดยเป็นการเปิดรับข้อมูลข่าวสารของสถาบันในระดับต่ำมากเช่นกัน นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ใช้บริการเปิดรับข้อมูลด้านการจัดกิจกรรมของสถาบันอาหารจากสื่อประชาสัมพันธ์มากที่สุด รองลงมาคือข้อมูลด้านบริการของสถาบันอาหาร ผู้ใช้บริการมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า สถาบันอาหารเป็นองค์กรในการกำกับของรัฐ ภายใต้สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้ใช้บริการมีการรับรู้ภาพลักษณ์สถาบันอาหารโดยรวมไม่แตกต่างกันมากนัก ในระดับปานกลาง โดยรับรู้ภาพลักษณ์ด้านองค์กรสูงสุด ตามด้วยด้านพนักงาน ด้านผู้บริหารระดับสูง ด้านการดำเนินงานด้านบริการ และด้านสภาพแวดล้อม ตามลำดับ

         เผยแพร่ให้ความรู้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่นักศึกษา และบุคคลทั่วไป
         ไม่ใช่เพื่อการค้า อนุญาตแบบเดียวกัน

หน้าแรก